ficตอนเสริม meine 5.9

posted on 15 Jul 2009 19:05 by canvasvanilla

มาต่อแล้ว หลังจากหายไปนานมาก จริงๆเขียนไว้นานแล้วแหละแต่ไม่ได้ต่อเพราะเราเลี่ยนฉากหวาน โอ้ก....

ช่องไฟไม่ดีเท่าไหร่นะ แบบว่าก็อบจากเวิร์ดมาแล้วมันไม่เหมือนเดิมอะ = =;

[RIN]

 

========================================== 

5.9 เจตนาดีที่ไม่น่ายินดี
 
 เช้าวันต่อมาเป็นวันหยุดฟาเซ็ทต้า กลับเข้ามาในห้องอย่างเงียบๆแต่เช้าตั้งแต่เพื่อนๆยังไม่ตื่นกัน หญิงสาวเดินเข้าไปอาบน้ำก่อนจะทำตัวตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กิจกรรมของหญิงสาวดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่ทั้งกลุ่มต่างเปลี่ยนไป จนแม้แต่บรรยากาศในห้องก็ไม่เหมือนเดิม...

 โซราเรียเริ่มทำใจได้แล้วแต่ก็ยังมีสีหน้าเศร้าอยู่บ้าง เจ้าตัวพยายามฝนยิ้มเพื่อทุกคนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง แต่คนอื่นๆก็ดูออกอยู่ดีว่าเพื่อนในกลุ่มยังเศร้าไม่หาย แองเจลิก้ามองโซราเรียอย่างเป็นห่วงแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เธอเองก็ปลอบคนไม่เป็นอีกทั้งเธอยังอยู่ในอารมณ์โกรธที่ยังไม่หายดีโดยเฉพาะเมื่อเห็นหน้าเพื่อนในกลุ่มที่เพิ่งกลับมาเมื่อเช้า เมื่อแองเจลิก้าหันมาเจอฟาเซ็ทต้าเธอก็มักจะเมินสายตาไปทางอื่น

 “อิ่มแล้ว ไปล่ะ เดี๋ยวชั้นจะไปเล่นบาสหน่อย” 
 หญิงสาวนำจานชามอาหารมื้อเช้าไปวางในที่ล้างจานก่อนจะหยิบกระเป๋าเดินลิ่วออกไปนอกห้องแล้วปิดประตูดังปัง! 
 ทุกคนมองภาพนั้นเงียบๆแล้วหันกลับมามองฟาเซ็ทต้าที่ยังนั่งเงียบอยู่ โรซารีมีสายตาที่เป็นห่วงความรู้สึกเพื่อนรักของตน แต่กลับไม่สามารถค้นหาความรู้สึกอะไรที่ผิดปกติได้จากใบหน้าของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย 

 
 “ขอตัวนะ...”
 โซราเรียเป็นคนที่สองที่ลุกไปจากโต๊ะเงียบๆด้วยสีหน้าที่ยังเจือไปด้วยความเศร้า หญิงสาวไม่ได้โกรธฟาเซ็ทต้าแต่เธอยังคงทำใจไม่ได้ในบางเรื่อง และแม้จะไม่ถือโทษเพื่อนแต่ก็ต้องยอมรับว่าการเลิกคบกับกลุ่มสตราลล์ทำให้เธอสะเทือนใจไม่น้อยเหมือนกัน....แต่ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกนั้นได้ว่าเป็นอย่างไร
 แล้วหลังจากที่ล้างจานของตัวเองและของแองเจลิก้าที่ทิ้งไว้หมดเธอก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปข้างนอกพร้อมกับเสียงประตูที่ปิดลงช้าๆ
 

 โรซารีเห็นแบบนั้นก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้...เช้านี้ทุกคนแทบไม่พูดกันเลย พูดกันแต่เท่าที่จำเป็น ถามคำตอบคำ รึบางทีก็ไม่ตอบสักคำซ้ำแต่ละคนยังมีสีหน้าที่ไม่ค่อยจะปกตินัก แต่ฟาเซ็ทต้าก็เหมือนจะดูไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อยจนครู่หนึ่งเธออดสงสัยไม่ได้ว่าจิตใจของหญิงสาวคนนี้เป็นอย่างไรกันแน่....และที่สำคัญ...

 เธอสามารถตัดขาดกับลุดวิกได้ง่ายขนาดนี้จริงๆหรือ.....?


 โรซารีอดสงสัยไม่ได้.....เพราะเธอรู้ดีว่าทั้งสองคนสนิทกันมากขนาดไหนแม้ว่าปากจะจิกกัดด่ากันแบบเจ็บๆทุกครั้งที่เจอหน้าแต่เธอก็ดูออกว่าทั้งสองคนดูจะสนุกที่ได้ปะทะฝีปากกันเป็นงานอดิเรก และไม่ว่าจะด่ากันเจ็บๆแค่ไหนหากแต่เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังอ่อนแออีกฝ่ายก็จะคอยช่วย....ไม่มีการซ้ำเติมใดๆทั้งสิ้น ทั้งสองคนเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนแท้กันมาตั้งแต่ที่ฟาเซ็ทต้ายังไม่มีฐานะอย่างตอนนี้เสียด้วยซ้ำ....แล้วนี่จะตัดกันง่ายๆได้ขนาดนั้นเชียวหรือ.....?

 ฟาเซ็ทต้ายิ้มให้โรซารีราวกับรู้ว่าหญิงสาวกำลังคิดอะไรอยู่....เธอเก็บโต๊ะและจานชามมาล้างอย่างเงียบๆก่อนจะทำความสะอาดห้องแล้วไปนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง

 “เฮ้อ....” โรซารีไม่รู้จะพูดยังไงกับเพื่อนสาวของตนดี เธอได้แต่ถอนหายใจยาวก่อนจะขอออกไปจากห้องบ้าง.....เพราะเธอมีธุระกับอาจารย์บางท่านที่ดูแลโครงงานของเธอ ทำให้เหลือเพียงฟาเซ็ทต้าคนเดียวในห้อง..

 

 

 วันหยุดผ่านไปจนเข้าสัปดาห์ใหม่...แต่บรรยากาศยังคงเหมือนเดิมคือทุกคนยังซึมๆกันอยู่และแทบไม่ได้คุยกันเลยถ้าไม่มีธุระ สีหน้าของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปตามความรู้สึกที่แปรปรวนในใจ....ยกเว้นฟาเซ็ทต้าคนเดียวที่ยังคงทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นเคย
 ทุกคนไปเรียนด้วยความรู้สึกต่างๆกันในใจจนไม่มีแก่ใจจะรู้สึกอะไรกับข่าวซุบซิบเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเธอกับสตราลล์เลยแม้แต่น้อยถึงแม้สิ่งที่ทุกคนพูดจะออกไปในทางสมน้ำหน้ารึด่าทอเสียๆหายๆก็ตามที 
 และกลุ่มสี่สาวละกลุ่มสตราลล์ไม่ได้พบกันเลย...

 โรซารีอยู่กับฟาเซ็ทต้าเงียบๆ แองเจลิก้าก็อยู่กับโซราเรีย คอยอยู่ด้วยเพื่อให้แน่น่ใจว่าโซราเรียจะไม่เป็นอะไร ...จนเรื่องค่อยๆเงียบลงไปเอง....เพราะพวกสาวๆคนอื่นมัวแต่สนใจกับการหาทางเข้าใกล้กลุ่มสตราลล์แทนกลุ่มสี่สาวที่เคยเป็นก้างขวางคอ....และก็มีหลายคนที่หวังว่าจะได้เข้าเป็นเลขาแทนฟาเซ็ทต้าที่ลาออก
 ซึ่งนั่นทำให้กลุ่มสตราลล์ที่ยุ่งอยู่แล้วยุ่งมากพอที่จะไม่สามารถมาหาพวกเธอได้เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นห่วงก็ตามที....
 
 ทุกอย่างยังคงเป็นเช่นนี้จนเวลาล่วงเลยมาหนึ่งอาทิตย์....

 “อะไรกันเนี่ย.....?”
 เสียงที่มักนิ่งเฉยเจือไปด้วยความไม่เข้าใจ คิ้วเรียมคมได้รูปกระตุกเข้าหากันเมื่อมองโต๊ะโรซารีที่ว่างเปล่า....หนังสือในลิ้นชักโต๊ะของโรซารีหายไปจนหมด....

 “......นี่มันอะไรกันน่ะ....” โรซารีเสียงสั่นน้อยๆใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความตกใจ
 “จะเข้าแถวแล้วด้วยสิ....จะไปหาก็คงไม่ทัน....มีงานอะไรต้องส่งไหม?” ฟาเซ็ทต้าออกความเห็นก่อนจะหันไปถามโรซารี 

 “ไม่จ้ะ....งานที่ต้องส่งชั้นเอากลับไปทำเลยอยู่กับตัว....แต่มันก็ต้องใช้เรียนนะ....หนังสือที่หายไปน่ะ..” โรซารีตอบด้วยความตกใจ....นี่โชคดีนะว่าเธอยังทำงานที่ต้องส่งไม่เสร็จจึงนำติดตัวกลับห้องไปเมื่อวานงานจึงไม่หาย แต่นั่นก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าวันนี้เธอจะเรียนกับอะไร.....วันนี้มีชั่วโมงของอาจารย์คนที่เคยว่าเธอตอนที่โดนแกล้งเรื่องหนังสือครั้งที่แล้วด้วย

 

 “ใช้ของชั้นไปก่อน”
 หญิงสาวตอบเสียงเรียบพลางเดินไปหยิบหนังสอของตัวเองมาให้
 “แล้วเธอล่ะ....ฟาเซ็ทต้า?” 
 “ชั้นเอาตัวรอดได้ ” หญิงสาวตอบเพียงเท่านั้น เธอไม่แน่ใจว่าเธอจะเอาตัวรอดได้โดยสวัสดิภาพหรือไม่ แต่เธอคิดว่าเธอไม่สะทกสะท้านกับเรื่องแบบนี้เท่าไรนัก เธอจึงยืนยันหนักแน่นกับโรซารีไปแบบนั้นและไม่ยอมให้โรซารีปฏิเสธความหวังดีของเธอด้วย

 

 คาบเรียนเช้าผ่านไปทีละคาบอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของโรซารีเพราะเธอมัวแต่เป็นห่วงเพื่อนรักที่ยกหนังสือที่เรียนวันนี้ทุกคาบของตนให้เธอจนหมด นอกจากสมุดจดในแต่ละวิชาแล้วหญิงสาวไม่มีหนังสือแม้แต่เล่มเดียว เมื่ออาจารย์เรียกตัวฟาเซ็ทต้าในแต่ละคาบเธออดสะดุ้งไปด้วยไม่ได้เพราะกลัวว่าเพื่อนของตนต้องถูกอาจารย์ลงโทษ....กว่าจะหมดคาบเรียนช่วงเช้าไปได้โรซารีก็เหนื่อยมากทีเดียว...

 “ขอโทษนะ...”
 โรซารีเอ่ยเสียงค่อยขณะกินข้าวกล่องอยู่ที่โรงอาหารสองคนกับฟาเซ็ทต้าเนื่องจากวันนี้แองเจลิก้ากับโซราเรียเตรียมอะไรมากินกันตอนเที่ยงเองเพราะอยากอยู่เงียบๆ หญิงสาวรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนของเธอต้องทำรายงานเพิ่มหนึ่งเล่มพร้อมกับรับฟังคำต่อว่าของอาจารย์แทนตน...

 “เธอคิดว่ารายงานเล่มหนึ่งหนักหนามากนักรึไงกัน ไม่ต้องขอโทษหรอกน่ะ” ฟาเซ็ทต้าตักซุปขึ้นซดพลางปลอบเพื่อนเสียงเรียบตามเคย หญิงสาวไม่คิดมากอะไรกับเรื่องแบบนี้แม้แต่น้อย เพราะเธอรู้ดีว่าเธอไม่เสียเวลาให้กับบทลงโทษนี่มากนักอยู่แล้ว....อย่างดีก็แค่ทำให้เธอไม่ได้อ่านหนังสือที่อยากอ่านไปคืนหนึ่งเท่านั้นเอง  
 “แต่ว่า......อ๊ะ? เสียงเอะอะอะไรกันนะ?” โรซารีอ้าปากจะถามต่อแต่ก็ถูกเบนความสนใจด้วยเสียงเอะอะของผู้หญิงหลายคนดังมาจากทางเข้าโรงอาหารจนต้องหันไปมอง
 “ไม่รู้สิ.....เรื่องผู้ชายมั้ง....?” หญิงสาวพูดพลางซดน้ำซุปของเธอต่อเงียบๆโดยไม่แม้แต่หันไปมอง....จนกระทั่ง............
 

  
 “เชิดยังไงก็อย่างงั้นนะ”

 

เสียงของชายหนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหลังเก้าอี้เธอจนเธออดหันไปมองไม่ได้แม้จะรู้ว่าเป็นใครก็ตาม 
 “ขอบคุณที่ว่างมากพอจะย้ายตัวเองมาเปลืองน้ำลายที่นี่นะลุดวิก”
 หญิงสาวเหน็บแนมอย่างเย็นชา....เขาน่าจะเข้าใจความหมายของเธอที่พูดไปตอนนั้นดีแล้วนี่? ทำไมจึงต้องมาปรากฏตัวแบบนี้...โดยเฉพาะ....ในที่ๆคนเยอะๆแบบนี้....
 ลุดวิกไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของอีกฝ่าย ชายหนุ่มเพียงแต่มองเข้าไปในดวงตาของเพื่อนสมัยเด็กของตนเท่านั้น....เหมือนอยากจะค้นหาความรู้สึกบางอย่างของหญิงสาว...

 “อะไรกันยะหล่อน? ท่านลุดวิกอุตส่าห์ลดตัวมาเสวนาด้วยยังจะทำหยิ่งผยองอีกรึไง?” สาวๆแฟนคลับของลุดวิกที่มาด้วยพูดขึ้น เหล่าแฟนคลับเหล่านี้เข้ามาวุ่นวายกับลุดวิกมากขึ้นหลังจากที่ฟาเซ็ทต้าลาออกด้วยความหวังว่าตนจะได้ไปนั่งในตำแหน่งนั้นแทน
 และเมื่อมีคนเริ่มหนึ่งคน.....พวกที่เหลือก็ผสมโรงกันมาไม่ขาดสายจนโรซารีเองยังชักจะโกรธขึ้นมาแม้ไม่ได้เป็นเป้าหมายของคำเหน็บแนมเหล่านั้นก็ตาม

 “หนวกหู”
 ลุดวิกพูดขึ้นหลังจากปล่อยให้ฟาเซ็ทต้าโดนคำเหน็บแนมเหล่านั้นไปได้ระยะหนึ่งทำให้เหล่าแฟนคลับหน้าเสียกับคำพูดราบเรียบแต่รุนแรงของชายหนุ่ม....ดวงตาสีม่วงยังคงมองที่หญิงสาวที่ยังนั่งไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่ข้างหน้าเขาเหมือนเดิม....เธอไม่ได้แสดงอาการใดๆให้เขาจับได้เลยแม้แต่น้อย...หญิงสาวยังคงเข้มแข็งเหมือนในความทรงจำของเขาไม่มีเปลี่ยนแปลง....แม้ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้...

 “ถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญ”
 เสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้น ดวงตานิ่งของหล่อนวาบขึ้นอย่างเอาเรื่อง หญิงสาวลุกขึ้นพลางผายมือเชิญลุกวิกออกไปอย่างสุภาพ แต่ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
 “รึนายเกิดความจำเสื่อมกะทันหันเลยจำทางกลับไม่ได้?” เธอเหน็บแนมเมื่อเห็นว่าลุดวิกไม่มีทีท่าจะไปแต่อย่างใดแม้เธอจะออกท่าทางการเชิญเขาออกไป
 

 “พอที เซ็ท”
 “ชั้นไม่ได้ชื่อนั้น เชิญออกไปได้แล้ว” ฟาเซ็ทต้าขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจกับการกระทำของลุดวิก....การเรียกชื่อเล่นของเธออย่างสนิทสนมทำให้ทุกคนพุ่งเป้ามาที่เธอเป็นตาเดียว ซึ่งถ้าเธอถูกเพ่งเล็งขึ้นมาแบบนี้อาจจะมีผลกับเพื่อนๆคนอื่นในกลุ่มต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้แน่ แล้วสิ่งที่เธอพยายามทำมาก็จะสูญเปล่า เธอคิดว่าลุดวิกน่าจะเข้าใจแต่การกระทำของเขากลับ..? 
 ลุดวิกมองตอบสายตาเธอกลับมาด้วยสายตาที่หญิงสาวไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อไปมากนัก แรงดึงที่ข้อมือก็ทำให้ความคิดของเธอต้องชะงักลง

 “มากับชั้นเดี๋ยวนี้” 

 


 “โธ่เอ้ย!!”
 แองเจลิก้าระบายอารมณ์พลางชู้ทลูกบาสไปที่แป้น แต่เหมือนเธอจะออกแรงมากเกินไปแทนที่ลูกบาสนั้นจะลงห่วงอย่างแม่นยำก็กลับกระเด็นออกมาเพราะแรงกระแทกจากแป้น ทำให้คนชู้ทยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีก

 “ยังโกรธอยู่เหรอแอง?” โซราเรียเงยหน้าจากแซนด์วิชของเธอที่อยู่ในมือ เธอมองเพื่อนรักเงียบๆ...ก่อนที่จะเบนสายตาไปยังถุงขนมปังที่วางอยู่ข้างตัวซึ่งมันยังคงอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่เช้า....ไม่มีรอยแกะแต่อย่างใดแม้เวลาจะล่วงเลยมาจนใกล้หมดเวลาพักเที่ยงแล้วก็ตาม
 “......เออสิ!” 

 “เฮ้อ.....” โซราเรียถอนหายใจยาวพลางมองไปรอบๆ พวกเธออยู่ที่สนามบาสเก่าด้านหลังโรงเรียนซึ่งไม่มีใครใช้แล้ว แองเจลิก้ามักชอบมาออกกำลังแถวนี้เพราะไม่มีใครมากวนใจเธอ เที่ยงนี้ก็เช่นกัน แองเจลิก้าปฏิเสธโรซารีไว้ตั้งแต่เช้าว่าจะไม่ได้ไปกินมื้อเที่ยงด้วย....อ้างว่างานที่ต้องส่งวันนี้ยังไม่เสร็จ แต่โซราเรียรู้ดีว่าเธอโกหกเพราะยังไม่อยากมองหน้าฟาเซ็ทต้าเท่าไรในช่วงนี้ และแน่นอนว่าถ้าแองเจลิก้าจะหลบหน้าคนในกลุ่มก็คงไม่พ้นที่นี่..
 หญิงสาวเป็นห่วงเพื่อนจึงไม่อาจปล่อยเธอมาตามลำพังได้ เธอรู้ดีว่าแองเจลิก้าเป็นคนอารมณ์แรง ถ้าปล่อยไว้คนเดียวจะทำอะไรบ้างเธอก็ไม่อาจทราบได้..จึงได้ปฏิเสธโรซารีไปอีกคนและตามมาด้วย
 
 “กินอะไรก่อนสิ....แอง...”
 หญิงสาวเอ่ยปากเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่ทราบ...เธอสงสัยว่าแองเจลิก้าไปเอาแรงมาจากไหนมากมาย เธอกินไม่เยอะเท่าไรในช่วงนี้ บางครั้งก็ไม่กิน อ้างว่าไม่มีอารมณ์ ไม่ก็ไม่หิว.....แต่กลับยังมีแรงให้ระบายอารมณ์แรงๆแบบนี้เวลาลับตาคน

 “ยังไม่หิว”
 คำตอบยังคงเป็นเหมือนเดิม คนฟังก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วก้มหน้ากินมื้อเที่ยงของตนต่อไป....ถึงจะยังไม่มีอารมณ์อยากอาหารนักแต่เธอจำเป็นต้องกินไม่งั้นเธอคงไม่มีรงเรียนในคาบบ่ายแน่ๆ....เธอรู้ความสามารถของตัวเองดี

 “ไปไหนแล้ว....”
 แองเจลิก้านิ่วหน้า....เมื่อครู่ลูกบาสของเธอที่ชู้ตไม่ลงนั้นกระเด็นไปไหนก็ไม่ทราบ...หญิงสาวมองซ้ายขวาแล้วเดินไปตามกอหญ้ารกๆละแวกนั้น ในขณะที่เงาร่างสูงเคลื่อนเข้ามาใกล้...

 “อยู่นี่”
 เสียงใครบางคนดังขึ้นไม่ไกลจากตัวเธอ ทำให้เธอและโซราเรียต้องหันไปมองด้วยความประหลาดใจ สองสาวมองผู้มาใหม่ที่ถือลูกบาสที่แองเจลิก้ากำลังหาไว้ในมือ

 

 “ตูดเป็ด....?” แองเจลิก้าชักสีหน้า....เธอไม่ได้รังเกียจเอ็ดแต่ว่าเธอไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายในที่ๆเธอรู้สึกเหมือนเป็นที่ส่วนตัว...โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่สบอารมณ์เช่นนี้
 เอ็ดมองใบหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจของอีกฝ่ายแล้วแววตาก็วูบไหวเล็กน้อยก่อนจะโยนลูกบาสคืนให้ สิ่งที่เขาเคยคาดเดาเหมือนกำลังถูกตอกย้ำด้วยท่าทีของหญิงสาว...
 “ขอบใจ” คนรับตอบแต่เพียงสั้นๆอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นักก่อนจะเดาะลูกบาสต่อ เธอจะเล่นบาสแก้เครียดแต่ก็เหมือนทำได้ไม่ถนัดนักเพราะรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องอยู่ที่ตัวเธอ ทำให้เธอหงุดหงิดและเสียสมาธิยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม...

 “แองจี้จะเลิกคบกับพวกชั้นจริงๆเหรอ?” เอ็ดถามออกมาตรงๆหลังจากที่นิ่งดูหญิงสาวอยู่นาน...รู้สึกเหมือนว่าคำตอบที่ได้อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร....แต่เขาก็ต้องการคำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี

 เผื่อว่าจริงๆแล้วเขาอาจจะแค่คิดไปเอง.....ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายอย่างที่เขาคิด......

 โซราเรียมองเพื่อนสาวของตนกับเอ็ดสลับไปมา เธอพอเข้าใจความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ของชายหนุ่มแล้วจึงอดสงสารไม่ได้เพราะเธอคิดว่าเธอพอจะรู้ว่าแองเจลิก้าจะทำอย่างไรต่อไป...และอดสงสารไม่ได้ที่เอ็ดดูจะมาผิดที่และผิดเวลาเสียเหลือเกิน.....แองเจลิก้ากำลังหงุดหงิดได้ที่พอดี...
 “ช่วยไม่ได้นี่?” เธอกระแทกเสียงเล็กน้อย...เพราะมันทำให้เธอนึกถึงคำพูดของฟาเซ็ทต้าในวันนั้น ทำให้เธอไม่สบอารมณ์
 “......แล้วถ้าชั้น....ไม่อยากล่ะ?”